ยำใหญ่ The Voice 3 มหากาพย์แห่งความดราม่า รอบ Knock Out

Home / สกู๊ปมิวสิคเอ็มไทย / ยำใหญ่ The Voice 3 มหากาพย์แห่งความดราม่า รอบ Knock Out

<<อ่านข่าว พืช The Voice 3 กรณี เลือกเพลงที่ร้องแต่ไม่ได้ร้อง ในรอบ Knock Out>>

 

 

ดราม่าเอยจงเงยขึ้นมา เงยขึ้นมา เงยขึ้นมา หลังจากที่ได้นำเสนอกรณี พืช The Voice 3 โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก ว่า เลือกเพลงที่ร้องแต่ไม่ได้ร้อง จนโค้ช แสตมป์ ต้องออกมาชี้แจง จนกลายเป็นประเด็นใหญ่โตบนโลกโซเชียล อยู่ในขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นมิวสิคไดเรคเตอร์ของรายการ The Voice ซีซั่น 3 ผู้แข่งขัน หรือแม้แต่บุคคลที่เรารู้จักกันดีในวงการเพลง ต่างก็ตั้งสเตตัสพูดถึงประเด็นดังกล่าว ทำเอาชาวเน็ตที่ตามเผือก เฮ้ย ตามประเด็นนี้อยู่ ถึงกับต้องติดตามกันต่อไปยาวๆเลยทีเดียว

 

 

 

 

พืช-ภาคิน อิศรกุล

 

 

 

ทรูมิวสิค ชี้แจง ผ่านแฟนเพจ ขอบคุณทุกคำติชม และขอให้ติดตามอีก 3 สัปดาห์สุดท้าย

 

 

 

DramaTheVoice-TrueMusic

 

 

 

 

 

ในนามของผู้อำนวยการผลิตรายการ ‪#‎thevoiceTH‬ ประเทศไทย ต้องขอขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามรายการ รวมทั้งให้การติชมรายการมาโดยตลอด ในโอกาสนี้ ทีมงานขออนุญาตเรียนชี้แจงกับ ท่านผู้ชมกับเหตุการณ์และกระแสต่างๆ ที่เกิดขึ้น ซึ่งรายการ The Voice เป็นรายการโทรทัศน์ที่ถูกดีไซน์มาให้สร้าง “ความสุข” ให้กับผู้ชม โดยไม่ปรารถนาที่จะขายอารมณ์ชิงชัง เหยียดหยาม ในทางลบเลยครับ และขอถือโอกาสนี้สร้างความเข้าใจ

 

 

โดยรูปแบบรายการ หรือ Format ของรายการนั้น ตั้งแต่รอบ Blind Audition โค้ชต้องเป็นผู้ตัดสินใจคัดเลือกคนเข้ารอบโดยฟังแต่เฉพาะ “เสียง” เท่านั้น และหลังจากนั้นจะทำการฝึกทักษะการร้อง พัฒนาความสามารถของลูกทีมเพื่อทำการแข่งขันในรอบ Battle และ Knock Out ต่อไป ซึ่งด้วยรูปแบบของรายการที่โค้ชจะต้อง “เลือก” หรือ “ไม่เลือก” ใครนั้น นับเป็นความลำบากใจ ซึ่งอาจจะตรงใจหรือไม่ตรงใจใครบ้าง แต่ที่สุดแล้วทั้งโค้ชและทีมงานทุกคน รวมทั้งตัวผู้เข้าแข่งขันเองต่างก็ต้องการทำทุกอย่างออกมาให้ดีที่สุด เพื่อสร้างความประทับใจแก่ผู้ชมทุกท่าน และสุดท้ายแล้วไม่ว่าพวกเขาจะเป็นผู้ชนะเลิศหรือไม่ก็ตาม ทางรายการปรารถนาให้ผู้เข้าแข่งขันทุกคนเป็นที่ชื่นชมและจดจำ

 

 

 

 

 

 

ซึ่งจากกระแสต่างๆ เกิดขึ้นทั้งกับตัวโค้ชและผู้เข้าแข่งขันเองนั้น ผมในฐานะผู้ดูแลรายการทั้งหมด ขอยืนยันในความบริสุทธิ์ใจ ที่เราเคารพในกติกาของรายการมาโดยตลอด ซึ่งอาจจะไม่ตรงใจกับทุกคน ผมก็ขอน้อมรับ และนำมาเป็นบทเรียนไว้เพื่อนำไปปรับปรุงในกระบวนการทำงานให้ดีขึ้นในซีซั่นถัดๆ ไป และขณะนี้เรากำลังเข้าสู่รอบการแสดงสด ซึ่งอีกเพียง 3 สัปดาห์เท่านั้น เราก็จะรู้แล้วว่าใครจะได้เป็น The Voice ประจำซีซั่น 3 ผมและทีมงาน อยากให้ทุกท่านมาร่วมชมร่วมเชียร์ผู้เข้าแข่งขันที่ทุกคนชื่นชอบ เพื่อเป็นกำลังใจให้พวกเขาต่อไปกันเถอะครับ

 

 

 
อาจกิจ สุนทรวัฒน์
ผู้อำนวยการผลิตรายการ เดอะวอยซ์ ประเทศไทย
———————————————————————————

 

 

 

 

ไอนัท-ปกรณ์ โพธิ์แสงดา

 

 

 

มาที่ผู้แข่งขันกันบ้าง ไอนัท ปกรณ์ โพธิ์แสงดา หนึ่งในผู้แข่งขัน ทีม เจนนิเฟอร์ คิ้ม ได้เผยผ่านบล็อคส่วนตัว ว่า รู้สึกดีใจ ที่ได้ใช้นามสกุล The Voice แถมเจ้าตัวยังได้บอกเล่าถึงการแข่งขัน ตั้งแต่รอบ Blind Audition จนกระทั่ง ถึงรอบ Knockout พร้อมแนะถึงผู้ที่จะมาสมัครปีหน้า

 

 

 

“เริ่มที่รอบ Blind Audition ที่ถูกคัดเลือกจากผู้สมัครกว่าสองหมื่นคน ก่อนขึ้นเวทีตื่นเต้นมาก ซ้อมความพร้อมทุกอย่างก่อนขึ้น พอก้าวแรกที่ขึ้นเวที ไอ้ที่ซ้อมมา หายหมดเลยครับ หายโดยตั้งใจ และใช้ความเป็นตัวเองออกมาล้วนๆ ตอนนั้นเราไม่ได้คาดหวังว่าจะมีใครกด สุดท้ายพี่คิ้มก็กด ก็ทำให้เราดีใจเป็นทวีคูณที่จะได้ไปต่อ จากนั้น ก็มาถึงรอบ Battle นับตั้งแต่รอบคุยเพลงครั้งแรกหลังจากจบรอบ Blind พี่คิ้มก็แนะนำการร้องการออกเสียงให้ผมในตอนที่เลือกเพลง การจัดลำดับเสียงต่างๆ แม้จะเป็นเวลาสั้นคนทั่วไปอาจมองว่าเป็นการคุยกันธรรมดา แต่สำหรับผมเป็นคนค่อนข้างชอบเรียนรู้อยู่บ้าง การพูดคุยกันครั้งนั้นผมจดจำมาตลอด และเอามาใช้จนได้ซ้อมเพลงรอบแบทเทิล ก่อนแข่งแบทเทิล พี่คิ้มเป็นโค้ชคนเดียวที่ใส่ใจเรื่องการแต่งตัวมาก ระหว่างที่คุยเรื่องแต่งตัวไปก็คุยเรื่องการร้องไปในตัวด้วย ว่าต้องทำยังไงในการร้องแฝงเข้าไป อันนี้ผมจดจำได้แม่นเลย”

 

 

 

 

ไอนัท-ปกรณ์ และ ก้อย-ชนันต์ธร

 

 

 

 

แล้วโค้ชจะมีเวลามาเจอเราเหรอ
ไอนัท เผยต่อ “ช่วงที่พี่คิ้มให้ความรู้ด้านการเป็นนักร้องเป็นช่วงที่มาจากการคุยกันเล่นๆบนโต๊ะอาหาร หรือคุยกันเล่นๆในห้องซ้อม พี่คิ้มจะให้ความรู้ที่ห้องเรียนไม่มีสอนกับเราเพื่อให้มาใช้จริงๆแบบที่นักเรียนดนตรีไม่เคยได้มาก่อน การคุยกันเล่นๆแบบนั้นมันคือคลังความรู้มหาศาลเลยครับ ทุกคำของพี่คิ้มมันซึมเข้าไปในหัว เวลาที่เราจะได้เจอพี่คิ้มนั้นแม้จะมีน้อย แต่เราจะทำยังไงให้การได้เจอกันครั้งนั้นทำให้เราซึมซับและจดจำคำสอนจากพี่คิ้ม ซึ่งถ้าเราให้ความสำคัญที่จะเรียนรู้ซะอย่างไม่ต้องกลัวหรือเขินอายเลย มีแต่ได้ความรู้ครับ คุ้มมากจริงๆครับที่ได้มา The voice และได้อยู่ทีมพี่คิ้มครับ แม้ว่ากระแสสังคมจะว่ายังไงก็ตาม นี่คือสิ่งที่ผมได้จริงๆไม่ต้องมโนเลยครับ การได้ความรู้จากคนที่มีประสบการณ์มากนั้นดีซะยิ่งกว่าการอ่านหนังสือในห้องสมุดใหญ่ๆทั้งหมดมารวมกัน พี่คิ้มใช้สิ่งที่พี่คิ้มเจอมาสอนกับพวกเรา และพี่คิ้มไม่สอนใครร้องเลยนะครับ นอกจากลูกทีมของตัวเองเท่านั้น แค่นี้ก็เรียกว่าวิเศษแล้วครับสำหรับคนที่ได้อยู่ทีมโค้ชคิ้มครับ”

 

 

 

 

 

 

 

 

team kim

 

 

 

แล้วก็มาถึงรอบ Knock Out เจ้าตัวเผยถึงความรู้สึกที่ได้มาอยู่ทีม เจนนิเฟอร์ คิ้ม
“เราซ้อมกันจนดึกดื่นเลย พอซ้อมเสร็จ พวกเราก็ยกกันไปกินร้านข้าวต้มเฮียหวาน ร้านนี้อร่อยมากจนพี่คิ้มพามาทานเลยครับ อร่อยทุกอย่างจริงๆ เมนูที่ดีที่สุดของร้านกุ้งตัวโตๆ กินกันจนอิ่มเลย หลังจากกินเสร็จ คนในทีมวันนั้น มีน้องหนุ่ม น้องโจ ก็ได้คุยกับพี่คิ้มแบบเต็มๆ ความรู้บนโต๊ะคืนนั้นผมจดจำมากๆเลยอ่ะ มันเป็นสิ่งที่โครตจริงของอาชีพนักร้องแบบเรา การใช้ชีวิตในรูปแบบนี้เป็นยังไง ได้ฟังประสบการณ์ในการร้องต่างๆของพี่คิ้ม ยอมรับว่าทึ่งครับ เพราะผมมั่นใจว่าพี่คิ้มคงไม่คุย สั่งสอน พูดให้ความรู้กันแบบที่ไม่มีใครสามารถจะหาได้อีก ในความเป็นมืออาชีพ พี่คิ้มให้ความรู้กับเราให้มากที่สุด ในระยะเวลาที่น้อย พี่คิ้มพยายามให้ความรู้กับเราในเวลาที่จำกัด เราก็ต้องปรับตัวและรับความรู้ต่างๆของพี่คิ้มให้เร็วที่สุด หลังจากคุยกันที่ร้านข้าวต้มวันนั้น ผมกลับมาด้วยหัวใจ
พองโตเลยครับ ที่ได้มีโอกาสทานข้าวกับพี่คิ้ม ได้คุย ได้ความรู้ในแบบที่เราเอามาใช้ได้จริงๆ เป็นคืนพิเศษของผมเลยครับ เพราะไม่ง่ายเลยที่เราจะมีโอกาสแบบนี้ ใช่ครับบางคนอาจจะมองว่า แค่ไปกินข้าวกับศิลปินคนนึงเฉยๆ ทำไมต้องอวยขนาดนี้……. ก็ผมได้ความรู้จริงๆครับ ผมถึงเอามาพูดและแบ่งปันกันว่าผมเจออะไรมาบ้าง ประสบการณ์ที่แสนพิเศษเมื่อได้มา The voice”

 

 

 

 

 
ท้ายสุด ไอนัท เผยสิ่งที่ต้องทำใจเมื่อมาแข่ง ‪#‎TheVoiceTH‬ ใครจะแข่งปีหน้าควรรู้ไว้ครับ

 

1.คุณต้องลางานทั้งวันเพื่อมาแข่ง

2.คุณต้องมาก่อนเวลาอย่างน้อย 3 ชั่วโมง
3.ต้องรอเวลาอย่างเดียว ผมรอจนเสียงหมดเลย 555
4.เดินทางบ่อยมากครับ
5.การคอยคิวถ่ายที่ยาวนานมากๆ ยิ่งรอบ Blind คนเยอะมาก ยิ่งต้องทำใจเลยว่าเวลาขึ้นเวทีเสียงคุณจะคุณภาพแย่ลง 30%
มีเรื่องเล่าจาก ไอนัท อีกเพียบนะครับ ตามไปอ่านต่อได้ ที่นี่

 

 

ไอนัท The Voice 3 จากรอบ Blind Audition เพลง เกิดมาแค่รักกัน

ไอนัท The Voice 3 จากรอบ Knock Out เพลง พูดทำไม

 

 

 

———————————————————————————

มาดูมุมมองของศิลปิน คนเบื้องหลัง กันบ้าง เริ่มที่ พี่ฟั่น โกมล บุญเพียรผล โปรดิวเซอร์ชื่อดัง ได้ออกมาพูดถึงประเด็นดราม่าดังกล่าว

 

 

DramaTheVoice3-261114-PFun

ปกติ ผมไม่ชอบดราม่าอะไร แต่เรื่องนี้ในฐานะอยู่วงในด้วย ถ้าหลักฐาน ว่าใครขอขึ้นคีย์ ใครบอกว่าร้องได้สบาย ถูกเผยแพร่ออกไปนี่ ผมว่า จะไม่เหลือที่ยืนในสังคมนะครับ บรรดาแฟนคลับชาวดราม่า จะเงิบกันนะครับ ทางที่ดี ออกมารับ แบบแมนๆ ลูกผู้ชายดีกว่า ในฐานะโปรดิวเซอร์ ผมก็ชอบเสียงนะ เชียร์ด้วย แต่ไม่อยากทำงานด้วยแล้วล่ะ ผมรู้จัก มิวสิคไดเรคเตอร์ทั้งสามคน กับ แสตมป์ ทั้งสี่คนเป็นคนที่ผมสนุกที่เห็นพวกเขาทำงานทุกครั้ง ท่ามกลางความจำกัดของเวลา คิด ทำ และ เวลานอนพักผ่อน แต่หัวใจที่อยากให้งานออกมาดีที่สุดของพวกเขา มีมากกว่าความจำกัดนั้นมันทำให้ดนตรีของรายการดีขึ้นทุกๆครั้ง เชื่อเถอะว่า สามคนนี้ ศิลปินหลายๆคนอยากทำงานร่วมกับพวกเขา แต่โปรดิวเซอร์หลายคนคงไม่อยากทำงานให้บางคนแน่ๆ นี่ก็เริ่มมีน้องๆบางคน ออก
มาบอกพฤติกรรมไม่น่ารัก หลังจากที่เคยร่วมงานกันแระ

 

 

 

 

 

DramaTheVoice3-261114-PBoyd

 

 

 

 

 

 

ถัดมาที่ พี่บอย โกสิยพงษ์ กับสเตตัส “จดหมายให้กำลังใจแด่ผู้ตัดสินทุกท่าน”

ผมได้มีโอกาสเฝ้าชมการตัดสิน การ comment ของหลายๆท่านในหลายๆรายการประกวดต่างๆ หลายๆครั้งก็มีทั้งเห็นด้วยกับความคิดเหล่านั้น แต่ก็มีหลายครั้งเช่นกันที่ผมในฐานะผู้ชมก็มีความเห็นที่แตกต่าง แต่ที่ผมเขียนจดหมายนี้ขึ้นมาเพราะได้มีโอกาสติดตามคำาวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆของผู้ชมทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับท่านผู้มีตำแหน่งในการตัดสินเหล่านั้น ซึ่งผมว่ามันก็เป็นเรื่องธรรมดาที่ใครก็มีความคิดเห็นแตกต่างกันได้ แต่ก็เห็นว่าหลายครั้งนอกจากเห็นต่างกันแล้วยังมีคำพูดที่พยายามทำลายผู้ที่เห็นต่างกับตนให้จมธรณีกันเลยทีเดียว คล้ายกับ ผู้ตัดสินทำไมถึงเลือกใข่เจียว แทนที่จะเลือกข้าวมันไก่ อะไรอย่างนั้น พูดเหมือนว่าการที่ผู้ตัดสินเลือกไข่เจียวนั้นช่างอยุติธรรม เลวและชั่วร้ายมากเกินที่จะให้อภัยกับความเห็นที่แตกต่างกันอย่างนี้ได้ แล้วพอมีหนึ่งเริ่ม ก็มี สองสามสี่ใส่อารมณ์ตามขึ้นมาอีกเป็นแถว ซึ่งค่อยๆขยายความร้อนของอารมณ์แค้นที่ถูกขัดใจกับผลตัดสินให้รุนแรงขึ้นอย่างไม่มีเหตุผลมากขึ้นเรื่อยๆ

 

 
เพลงก็เหมือนอาหารที่เราทานกันอยู่ทุกวันนี้แหละครับแต่รับประทานกันทางหูและทางใจ แน่นอนสิบคนชอบอีกยี่สิบคนอาจจะไม่ชอบก็ไม่มีใครผิด สิบคนชอบก๋วยเตี๋ยวเนื้อก็ไม่ควรไปบอกว่าอีกยี่สิบคนที่ชอบข้าวผ้ดหมูไร้รสนิยมหรือโง่หรือไม่ยุติธรรมที่ไปเลือกกินข้าวผัดหมู เพราะมันเป็นแค่ความชอบส่วนตัว และบังเอิญเขาเหล่านั้นดันได้มีโอกาสตัดสินจากรสนิยมส่วนตัวของเขาออกสื่อเท่านั้นจึงอยากเขียนจดหมายนี้ขึ้นมาเพื่อจะให้กำลังใจแด่ท่านผู้ตัดสินทั้งหลายที่อาจจะกำลังท้อใจในการทำหน้าที่ที่เผอิญท่านได้รับมอบหมายจากรายการต่างๆ ให้ยืนหยัดเพื่อรสนิยมของตัวเองต่อไป เพราะหน้าที่ของท่านที่ได้รับมานั้นคือการจริงใจต่อการแสดงความคิดรสนิยมของท่านอย่างซื่อตรงและซื่อสัตย์ต่ออาชีพของท่าน ไม่ใช่การมาแสดงความเห็นเพื่อให้ตรงใจใครครับ

 

 

สู้ๆนะคร้าบ
บอย โกสิยพงษ์

 

ปล.ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าความคิดใครถูกหรือผิดนะครับแต่หมายความว่าทุกคนมีโอกาสออกความเห็นแต่ไม่ควรคิดว่าความคิดตัวเองเท่านั้นที่ถูกต้อง เพราะมันเป็นเรื่องของรสนิยม ไม่ใช่เรื่องคณิตศาสตร์

 

 

งานนี้ คงต้องติดตามกันต่อไปว่า อีก 3 สัปดาห์สุดท้าย ของรายการ The Voice ซีซั่น 3 จะเกิดอะไรขึ้นต่อไป โดยรอบที่กำลังจะแข่งต่อจากนี้ ผู้ชมทางบ้าน จะมีส่วนในการตัดสิน เลือก 1 คนของแต่ละทีม ผ่านเข้ารอบ Final แล้วมาดูกันว่า 4 คนสุดท้าย จะเป็นใคร แหม่ มันช่างน่าติดตามยิ่งนัก

 

 

 

รวบรวมโดย ทีมงานมิวสิคเอ็มไทย

ที่มาจาก : Facebook Komol Boonpienpol/Boyd Kosiyabong,ไอนัท เว็บไซต์ www.ihearband.com

 

 

 

 

images by free.in.th

มิวสิคเอ็มไทย โดนใจ ทุก Social ติดตามความเคลื่อนไหว ได้ทาง facebook MThaimusic – Twitter @mthaimusic – Youtube musicmthaitube – Instagram : @musicmthai

ติดต่อทีมงานมิวสิคเอ็มไทย music@mthai.com