D2B กวี ตันจรารักษ์ คิดถึง D2B LIVE Concert 2014 ดีทูบี บิ๊ก บีม ปาณรวัฐ กิตติกรเจริญ วรเวช ดานุวงศ์ แดน

คิดถึง D2B… ย้อนอดีตแฟชั่น-บทสัมภาษณ์เมื่อ 16 ปีที่แล้ว

Home / สกู๊ปมิวสิคเอ็มไทย / คิดถึง D2B… ย้อนอดีตแฟชั่น-บทสัมภาษณ์เมื่อ 16 ปีที่แล้ว

 

แม้จะโด่งดังในวงการเพลงไทยนานร่วมสิบกว่าปีแล้ว แต่เชื่อว่าไม่มีวันไหนที่แฟนคลับ D2B ไม่คิดถึงสามหนุ่ม แดน-วรเวช ดานุวงศ์, บีม-กวี ตันจรารักษ์ และโดยเฉพาะสมาชิกผู้ล่วงลับ บิ๊ก-ปาณรวัฐ กิตติกรเจริญ ถึงแม้ แดน และ บีม จะมีผลงานในวงการบันเทิงออกมาอยู่เนืองๆ แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าความทรงจำที่สมบูรณ์ของแฟนคลับก็คือการมีสมาชิกพร้อมหน้า บิ๊ก-แดน-บีม

 

d2b

 

 

วันนี้ music.mthai.com ขอย้อนอีกหนึ่งภาพความทรงจำ เมื่อครั้งที่สามหนุ่ม D2B ได้ถ่ายแฟชั่นและให้สัมภาษณ์ในนิตยสาร i-mono ฉบับเดือนกรกฎาคม ปี 2546… ให้แฟนๆ ได้ คิดถึง D2B ร่วมกัน

 

d2b

 

I-Mono: ต่างคน ก็ต่างความคิด ต่างอารมณ์… ถ้าหากเมื่อไหร่ที่ D2B เกิดมองคนละมุมกันล่ะ?

 

บิ๊ก: “เวลาที่เรามีปัญหาอะไร เราจะคุยกันครับ ถ้าไม่ชอบอะไรก็บอกกันตรงๆ ไปเลย แต่ตัวผมเองปกติจะเป็นคนที่ไม่ค่อยมีอะไรหรอกครับ… เฉยๆ แต่นี่จะมี(บุ้ยใบ้ไปทางบีมที่ยิ้มแป้นรับสถานการณ์) คนนี้ถ้าเขาเริ่มรู้สึกอะไรก็จะบอกไว้ก่อน อย่างบางเวลาพี่บีมเขาก็อาจมีบางอารมณ์ที่ต้องการเวลาส่วนตัว เขาก็จะบอกเลยว่าอย่าเพิ่งเล่นนะ โอเค เราก็จะไม่เล่น จนตอนหลังไม่ต้องบอกเลย แค่มองหน้าเราก็รู้กันแล้วครับ”
แดน: “แดนว่าการที่เรามาทำงานร่วมกัน ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ด้วยกัน ก่อนอื่นเราต้องรู้และยอมรับซึ่งกันและกันว่า คนเราไม่ได้มีใครที่ดีไปเสียหมดทุกอย่าง ทุกคนย่อมมีข้อเสีย แดนเองก็ไม่ได้มีข้อดีอะไรมากมายกว่าคนอื่น ถ้าเวลามีปัญหาก็ต้องคุยกัน ซึ่งบางครั้งก็จบลงด้วยความเฮฮา แต่บางครั้ง…อาจจบลงด้วย ต่างคนต่างนั่งเงียบๆ สักพัก แล้วเดี๋ยวก็ดีกันเอง”

 

 d2b

 

I-Mono: ถ้าหากเกิดมีความคิดไม่ลงร่อง D2B จะเคืองกันนานที่สุดกี่วัน?

 

แดน: “อืม…(นั่งคิดประมาณ 3 วิ) คง 2-3 วันครับ”
บิ๊ก: “ช่าย…ประมาณนั้น จะมีการพูดว่า ‘ขอโทษ’ อะไรอย่างนี้บ้าง แต่บางทีก็นานเหมือนกันครับ กว่าจะมีใครเป็นฝ่ายพูดออกมา”
แดน: “เมื่อก่อนจะเป็นแดนครับที่ค่อนข้างคิดนานหน่อย กว่าจะตัดสินใจเดินมาหา มาขอโทษ คือดูท่าทีกันก่อน(หัวเราะ) แต่เดี๋ยวนี้พอรู้ตัวว่าผิดปุ๊บจะขอโทษปั๊บเลย”
บิ๊ก: “ตรงนี้มันจะเป็นอารมณ์ของแต่ละคน ซึ่งแตกต่างกันครับ อย่างคนนี้จะโมโหง่าย(หัวเราะร่วน พลางพยักเพยิดหน้าไปทางบีมเป็นรอบที่สอง)”
บีม: “ยอมรับว่าบีมเป็นคนคนโมโหง่ายครับ แต่แค่แป๊บเดียวก็หาย”
แดน: “แล้วภาพนั้นมันจะย้อนกลับมาว่า เอ๊ะ! นี่เราเผลอไปทำอะไรไม่ดีๆ เอาไว้บ้างเนี่ย”
บีม: “บีมคิดว่าพวกเราอยู่ด้วยกันได้ ก็เพราะมีอะไรบางอย่างในตัวที่คล้ายๆ กันครับ แต่จะมีข้างนอกบ้าง ที่ส่วนเปลือกของอารมณ์แตกต่างกันออกไป”

 

d2b

 

I-Mono: บางอย่างที่คล้ายกันน่ะ รวมถึงสเป็คสาวด้วยรึป่าว?

 

บิ๊ก: “ผมกับพี่บีมจะมีสเป็คสาวเหมือนๆ กันครับ เรียกว่าประมาณ 100% จะคล้ายกันอยู่ 80-90% ครับ อย่างเช่น ชอบผู้หญิงที่ดูแลตัวเองได้ ตรงนี้อาจเป็นเพราะเรามองเทียบจากแม่เราด้วย แม่เราสองคนจะคล้ายๆ กันในเรื่องนี้ ก็เลยกลายเป็นว่าเราชอบผู้หญิงสไตล์เดียวกันไปโดยอัตโนมัติ”
แดน: “บางทีเราจะมีการหยิบหนังสือแฟชั่นมาดู แล้วถามกันเล่นๆ ว่าชอบคนไหน ซึ่งสองคนนี้เขาก็มักจะชี้ตรงไปที่รูปเดียวกัน ส่วนแดนมักจะชี้รูปอื่น มีบ้างนานๆ ครั้ง ที่แดนจะไปตรงกับคนอื่นสักที(หัวเราะ)”
บิ๊ก: “แต่ก็ไม่เคยตรงกันเลยทีเดียวสามคนนะครับ บางครั้งอาจเป็นผมกับพี่บีม บางทีก็พี่บีมกับแดน หรือผมกับแดน”

 

d2b

 

I-Mono: ถ้าพูดถึงสาวในสเป็คเมื่อตอนอายุ 15 เทียบกับตอนนี้ แตกต่างกันแค่ไหน?

 

บีม: “เดี๋ยว…บีมขอนับย้อนก่อน…กี่ปีแล้วเนี่ย(หัวเราะ) ยังอยู่ม.3 อยู่เลย ก็ชอบคนน่ารัก ดูเรียบร้อย แต่ตอนนั้นบีมคิดว่าบีมไม่ค่อยสนใจผู้หญิงนะ(อ้าว…) ไม่ใช่! ไม่มีอะไรให้คิดลึกครับ แต่เพราะช่วงนั้นคิดถึงแต่เรื่องเรียนไง(เฮ้อ…โล่งอก) แล้วก็คิดว่าตัวเราคงไม่มีใครมาชอบหรอก เพราะผมมันเด็กบ้านๆ (หัวเราะ)”
บิ๊ก: “เมื่อก่อนผมจะเน้นที่หน้าตาอย่างเดียวเลย คือเด็กๆ จะชอบอะไรแค่นี้ ไม่มองลึก มองแค่สวย น่ารัก เท่านั้นก็พอแล้ว ยิ่งตอนนั้นผมเรียนอยู่โรงเรียนประจำที่เป็นชายล้วนด้วย เวลามาเจอทีก็โอ้โห…อื้อหือ…ตื่นตาตื่นใจ (ฮากันครืน) ยิ่งเป็นแบบญี่ปุ่น น่ารัก อาโนเนะ ยิ่งชอบ แต่พอมาถึงตอนนี้มันเปลี่ยนไปแล้วครับ คือเดี๋ยวนี้สวยๆ ก็มีเยอะ ที่สำคัญต้องดูที่นิสัยมากกว่า ถ้าตอนแรกคุยกันแล้วรู้สึกว่าไม่ใช่ก็คงไม่คุยต่อแล้ว”
แดน: “ผมก็เหมือนกันครับ ตอนนั้นคิดว่าเราอยู่กับเขาได้ถ้าเขาหน้าตาดี แต่ปัจจุบันจะกลับกัน หน้าตา…ก็คำนึง แต่ที่สำคัญคือนิสัยต้องดี ไม่งั้นก็คงไม่ก้าวเข้าไปลึกผมว่าทุกคนพอโตขึ้นก็ต้องคิดแบบนี้เหมือนกันทั้งนั้น”

 

 d2b

 

I-Mono: แล้วคิดว่าจริงมั้ยที่เขามักชอบพูดกันว่า ความรักครั้งแรกมักจะไม่มีใครลืมได้ลง?

 

บีม: “คงจริงมั้ง เพราะถ้าหากเป็นคนที่รักและผูกพันกันจริงๆ ก็คงจะลืมกันไม่ลง แต่บีมรู้สึกว่าตัวเองยังไม่ค่อยเข้าใจถึงความแตกต่างของคำว่า ‘รัก’ กับ ‘ชอบ’ เท่าไหร่เลย แต่ถ้าพูดถึงมีแฟนคนแรกก็คงเป็นตอนเรียนปี 1 เป็นแฟนกันเพราะว่าคุยโทรศัพท์กันบ่อย (บิ๊กแอบลัดคิวแซวว่า “อ๊ะ…เหมือนในหนังเรื่อง Sex Phone เลย”)แต่พอคิดดูอีกที ก็รู้สึกว่าเราคงไม่ได้รักเขามั้ง คงเป็นแบบเพื่อนมากกว่า”
บิ๊ก: “ของบิ๊กจำรักครั้งแรกไม่ได้ครับ แต่ชอบครั้งแรกน่ะพอจะจำได้ลางๆ”
แดน: “รักครั้งแรกนี่แดนลืมไปแล้ว เพราะมันตั้งแต่สมัยอนุบาลโน่น (โดนโห่ฮารอบวง) อ้อ…ไม่ใช่ คือแดนคิดว่าถึงจะเป็นคนรักคนแรก แต่ถ้าต่อไปเรามีคนที่เรารักมากกว่า เราก็จะจำรักครั้งแรกไม่ได้แล้ว ซึ่งก็ดูเหมือนแดนจะไม่เคยจำได้เลยซักครั้ง (หัวเราะร่วน)”

 

d2b

 

I-Mono: นาทีนี้ล่ะ วางแพลนเรื่องความรักกันไว้ถึงไหนแล้ว?

 

บิ๊ก: “ตอนนี้ผมก็เริ่มมองๆ อยู่คิดว่าอายุประมาณ 30 จะกำลังพร้อม ทั้งภาวะ หน้าที่การงาน แต่ถ้าเกิน 35 ขึ้นไปนี่ผมว่าแย่แล้ว อาจจะช้าไปแล้ว ผมว่า 27-31 น่าจะกำลังดีสำหรับการคิดมีครอบครัว”
แดน: “แดนมองว่าสิ่งที่สำคัญคือเขาเข้าใจว่าเรากำลังทำงานอะไรอยู่ แล้วก็ต้องรู้ว่าอันดับหนึ่งของเราคือใคร หมายความว่า คนที่เราจะให้ความรักมากที่สุดก็คือพ่อแม่ เพราะฉะนั้นอย่ามาพูดประมาณว่า แดนไปให้ความรักพ่อแม่มากเกินไป ทำไมไม่ดูแลเขาเลย อันนี้ไม่ได้ แล้วตอนนี้แดนก็ยังไม่คิดถึงเรื่องนี้หรอกครับ”
บีม: “ตอนนี้บีมก็ 23 แล้ว เริ่มมองเรื่องความรักไว้เหมือนกัน ไม่อยากแต่งงานหลังอายุ 30 น่ะ รู้สึกว่ามันช้าไป เดี๋ยวมีลูกไม่ทันใช้ แต่จริงๆ แล้วอยากไปเรียนต่อก่อน ถึงตอนนั้นก็อาจจะได้เจอ อาจไม่ใช่เมืองไทย อาจจะเป็นเมืองนอก(อมยิ้ม) อันนั้นมันเรื่องอนาคตครับ เดี๋ยวถึงเวลาก็มาเองแหละ”

 

d2b

 

I-Mono: ถ้าให้เปรียบเทียบแต่ละคนเป็นสีสัน คิดว่าคนไหนน่าจะเหมาะกับสีอะไร?

 

บิ๊ก: “อย่างพี่บีมน่าจะเป็นสีน้ำเงิน เพราะบางครั้งอาจจะดูสดใส แต่บางคราวมันก็ดูเข้มในที ส่วนแดนก็น่าจะเป็นสี…(พูดพลางเพ่งมองแดนอย่างตาไม่กระพริบ)”
แดน: “เฮ้! ทำไมมองขนาดน้าน… เดี๋ยวยิ่งมองก็ยิ่งเห็นเป็นสีดำหรอก (หัวเราะ)”
บิ๊ก: “ผมว่าแดนเขาเป็นสีเขียว ดูนิ่งๆ สงบ”
แดน: “ส่วนแดนมองว่าพี่บีมเป็นสีชมพูครับ เพราะมีความรู้สึกว่าทุกคนมักมองเขาเป็นแบบดูน่ารัก ดูยังเด็กๆ สดใส ส่วนพี่บิ๊กนี่ต้องสีเหลืองครับ แดนอยากให้เขามาบวชมากเลย (หัวเราะกันครืน) นี่พูดจริงๆ นะ”
บีม: “บีมว่าบิ๊กเหมาะกับสีเหลือง แต่ไม่ได้มีความหมายเดียวกันกับแดนนะ คือสีเหลืองจะเป็นสีที่ดูก้ำกึ่ง มันจะดูเย็นก็ได้ ร้อนก็ได้ ส่วนแดนเป็นสีเทา เพราะถ้าคนมองจากข้างนอก มันจะดูดำๆ ขมุกขมัว เหมือนเขามีมาดหรือมีอะไรบางอย่างกั้นไว้ แต่จริงๆ แล้วข้างในมีด้านที่สดใส และด้านดีๆ เยอะ”

 

d2b

 

I-Mono: รู้สึกอย่างไรกับคำพูดที่ว่า ความทะเยอทะยานคือแรงขับดันไปสู่ความสำเร็จ แล้วคิดว่าตัวเองมีมันอยู่มากน้อยแค่ไหน?

 

บีม: “ตัวบีมเองคงไม่ค่อยมีแรงขับอันนี้สักเท่าไหร่ อย่างถ้าเทียบกับ 100% คิดว่าตัวเองคงมีเต็มที่ก็แค่ 10% เท่านั้น แต่สองคนนี้สิ เขามีกันเยอะครับ”
แดน: “แดนคิดว่าตัวเองมีอยู่เต็มที่เลย เพราะอยากจะยืนอยู่ตรงนี้ได้ยาวนาน”
บิ๊ก: “ผมคงไม่เต็มร้อย แต่ก็ถือว่าเกินครึ่ง เพราะผมไม่ค่อยมีโอกาสๆ อย่างเหมือนคนอื่นเขา ซึ่งมันก็เป็นจุดที่ทำให้เราต้องพยายาม อย่างพี่บีมเขามีโอกาสมากกว่าในหลายๆ อย่าง ลองสังเกตดูสิครับ คนที่มีโอกาสอยู่แล้ว มักจะไม่ค่อยมีเรื่องแรงขับดันตรงนี้ เราก็ต้องพยายามมากกว่าเขา ผมว่าไอ้ความทะเยอทะยานเนี่ย ถ้ามีมากเกินไปก็ไม่ดี มันเหมือนกับเผาตัวเอง แต่ถ้าไม่มีเลย มันก็ไม่ได้”
แดน: “แดนคิดว่าตรงนี้มันแล้วแต่คน คือบางคนฐานะทางบ้านมีแล้ว เลยเป็นความรักที่อยากจะทำเฉยๆ ในขณะที่บางคนจะต้องทำเพื่อให้ตัวเองยืนอยู่ได้ มันก็เลยมีความรู้สึกส่วนนี้แตกต่างกัน”

 

 d2b

 

I-Mono: คิดอย่างไรที่มีกระแสว่า ศิลปินสมัยนี้ดังเพราะอาศัยหน้าตาเป็นสำคัญ?

 

บิ๊ก: “อันนี้เป็นความคิดของแต่ละคนนะครับ ผมว่าจริงๆ เดี๋ยวนี้ถ้ามีนักร้อง 10 คน และหน้าตาดีทั้ง 10 คน ถ้าถามว่าทั้ง 10 คนนี้จะดังได้ตลอดหรือเปล่า มันก็คงไม่ใช่”
แดน: “แต่แดนว่ามันก็มีส่วนนะ อย่างสมมติมีเพื่อนคนหนึ่งจะออกเทป แล้วแดนไปบอกคน 10 คนว่าเพื่อนแดนกำลังจะออกเทป แดนให้เลยว่ายังไงทั้ง 10 คน ก็ต้องถามว่า ‘หล่อหรือเปล่า?’ จะไม่ค่อยมีใครหรอกที่ถามว่า เสียงดีหรือเปล่า”
บีม: “ตรงนี้มันแล้วแต่ครับ อย่างบีมเวลาฟังเพลงก็จะชอบเพราะว่าเพลงนั้นเพราะ ไม่ค่อยคิดถึงหน้าตาคนร้องเท่าไหร่นะ อาจเป็นเพราะบีมเป็นผู้ชายก็เลยไม่รู้จะดูไปทำไม(หัวเราะ) อ้อ… ถ้ามองในอีกมุมหนึ่ง หน้าตาของคนร้องก็ช่วยเหมือนกัน อย่างเช่น เวลาฟังเพลงของผู้หญิง ถ้าหน้าตาเขาน่ารักด้วย อาจจะพลอยทำให้รู้สึกว่าเพลงยิ่งดูน่ารักขึ้น”

 

d2b

 

 

I-Mono: แล้วเมื่อไหร่ถึงจะคิดว่าตัวเองพร้อมสำหรับการเป็นศิลปินเดี่ยวได้แล้ว?

 

แดน: “แดนคิดว่าเรื่องนี้มันขึ้นอยู่กับเวลานั้นเองครับ แต่ถ้าเป็นไปได้ก็อยากอยู่กัน 3 คนอย่างนี้ สบายดีครับ ไม่น่าเบื่อ”
บีม: “ใช่…อยู่คนเดียวมันน่าเบื่อ บีมคงไม่ทำหรอก”
แดน: “แล้วก็เสี่ยงด้วย เกาะกันไปอย่างนี้แหละ ดีแล้วครับ แต่ถ้าอยู่ด้วยกันเยอะเกินไป มันก็หารเยอะนะ(หัวเราะกันครืน)”
บิ๊ก: “ควรเอาแบบแค่พอดีๆ อย่างพวกเราสามคน กำลังขลุกขลิก”

 

 

I-Mono: ในมุมมองของแต่ละคน คิดว่าอะไรคือสาเหตุให้คนตามกรี๊ด D2B กันมากมายขนาดนี้?

 

บิ๊ก: “ผมรู้สึกว่ามันเหมือนความฝันที่กลายเป็นจริง ดีใจ ปลื้มใจ แล้วสิ่งที่ตามมาก็คือความภาคภูมิใจ มันเป็นสิ่งที่มาจากความสามารถของแต่ละคนด้วย และเขาก็คงรู้ว่าเราทั้งสามคนไม่มีใครอยากเด่นมากกว่าใคร”
แดน: “เรื่องนี้แดนไม่เคยตอบได้เลย เพราะไม่รู้จริงๆ ครับ ตอนที่เราออกเทปมา เราก็ไม่ได้คิดว่าเราจะต้องเป็นอย่างนี้ หรือต้องทำตัวอะไรเป็นพิเศษ เพื่อให้คนเขาชอบเรา (บีม พยักหน้าอย่างเห็นด้วย) สิ่งที่เราทำมีแค่การใส่ใจลงไปกับการทำงาน”

 

d2b

 

I-Mono: จริงๆ แล้วรู้สึกว่ามันคุ้มไหมกับชื่อเสียงที่เข้ามามากมาย แต่ทำให้ความเป็นส่วนตัวขาดหายไป?

 

แดน: “สำหรับแดนคิดว่าคุ้มนะ สิ่งที่สูญเสียไปก็แค่เวลาและความเป็นส่วนตัว แต่สิ่งที่ได้รับกลับมา มันมีมากมายครับ”
บีม: “มันก็มีรู้สึกบ้างว่า การมีชื่อเสียงและมีคนรู้จักมากๆ บางครั้งก็ทำให้เราไม่สามารถทำบางสิ่งบางอย่างที่อยากทำได้ อย่างบางสถานที่ที่เคยชอบไปก็ต้องหลีกเลี่ยง เช่น จตุจักร เพราะทางแคบด้วย อาจจะถึงตายได้ (หัวเราะกันกลิ้ง) เนี่ยตั้งแต่เข้าวงการมายังไม่เคยได้ไปอีกเลยครับ”
บิ๊ก: “สำหรับผม คิดว่าบางวันก็รู้สึกไม่คุ้มครับ ขึ้นอยู่กับความเหนื่อยที่เจอมาในวันนั้นๆ ด้วย”

 

 

I-Mono: ถ้าวันนั้นไม่ได้เป็น D2B คิดว่าวันนี้ของตัวเองจะเป็นอย่างไร?

 

บีม: “บีมก็คงทำงานอย่างที่เรียนมา แล้วตอนนี้ก็คงอยู่ในโรงงาน เป็นนายช่าง”
แดน: “ส่วนแดนก็คงเรียน แล้วรอโอกาสในการทำงาน จริงๆ แล้วตอนที่อยู่ต่างจังหวัด แดนก็มีวงดนตรีกับเพื่อน เลยคิดว่าจะเข้ามาเรียนแล้วก็เล่นดนตรีตอนกลางคืนไปด้วยเพื่อหาเงินใช้เอง ใจแดนคิดว่าไม่อยากใช้เงินทางบ้านแล้ว กลัวพ่อแม่จะเหนื่อย”
บิ๊ก: “ผมเองก็คงเรียนเป็นหลักครับ”

 

d2b

 

 

I-Mono: ในวันหนึ่งข้างหน้าซึ่งคงอีกนานโข สมมติชื่อเสียงของ D2B เริ่มซาแล้ว คิดว่าตัวเองน่าจะทำอะไรต่อไป?

 

แดน: “แดนคงจะไม่ปล่อยให้ซาลง หมายความว่าถ้ามันเริ่มซาลงแล้ว ก็จะไม่ดันตัวเองให้ซาลงไปกว่านี้ คงหยุด แล้วไปทำเบื้องหลัง เพื่อให้คนอื่นโด่งดังมากกว่าเราให้ได้”
บิ๊ก: “เรื่องจะดังหรือไม่ดัง ผมไม่ค่อยสนใจมากเท่าไหร่ เพราะผมรู้สึกพอใจกับสิ่งที่ทำ มันคือสิ่งที่ผมเป็น ใครชอบก็ดี ใครไม่ชอบ ผมก็ไม่ว่าอะไร และถ้าเกิดวันหนึ่งเราไม่ดังแล้ว ผมอาจจะไปกำกับหนังอย่างที่เรียนมา ควบคู่กับการร้องเพลงเป็นงานอดิเรกก็ได้ครับ”
บีม: “สำหรับบีม คิดว่าคงจะไปทำงานตามที่เรียนมา หรือไม่ก็อาจยังอยู่ในวงการบันเทิง แต่มันก็เป็นเรื่องอนาคต ยังไม่มีอะไรที่สามารถบอกได้แน่นอนครับ”

 

——————