คิดถึง D2B… ย้อนอดีตแฟชั่น-บทสัมภาษณ์เมื่อ 12 ปีที่แล้ว

Home / สกู๊ปมิวสิคเอ็มไทย / คิดถึง D2B… ย้อนอดีตแฟชั่น-บทสัมภาษณ์เมื่อ 12 ปีที่แล้ว

แม้จะแจ้งเกิดในวงการเพลงไทยนานร่วมสิบกว่าปีแล้ว แต่เชื่อว่าไม่มีวันไหนที่แฟนคลับ D2B ไม่คิดถึงสามหนุ่ม แดน-วรเวช ดานุวงศ์, บีม-กวี ตันจรารักษ์ และโดยเฉพาะสมาชิกผู้ล่วงลับ บิ๊ก-ปาณรวัฐ กิตติกรเจริญ ถึงแม้ แดน และ บีม จะมีผลงานในวงการบันเทิงออกมาอยู่เนืองๆ แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าความทรงจำที่สมบูรณ์ของแฟนคลับก็คือการมีสมาชิกพร้อมหน้า บิ๊ก-แดน-บีม

 

d2b

 

 

วันนี้ music.mthai.com ขอย้อนอีกหนึ่งภาพความทรงจำ เมื่อครั้งที่สามหนุ่ม D2B ได้ถ่ายแฟชั่นและให้สัมภาษณ์ในนิตยสาร i-mono ฉบับเดือนกรกฎาคม ปี 2546… ให้แฟนๆ ได้ คิดถึง D2B ร่วมกัน

 

d2b

 

I-Mono: ต่างคน ก็ต่างความคิด ต่างอารมณ์… ถ้าหากเมื่อไหร่ที่ D2B เกิดมองคนละมุมกันล่ะ?

 

บิ๊ก: “เวลาที่เรามีปัญหาอะไร เราจะคุยกันครับ ถ้าไม่ชอบอะไรก็บอกกันตรงๆ ไปเลย แต่ตัวผมเองปกติจะเป็นคนที่ไม่ค่อยมีอะไรหรอกครับ… เฉยๆ แต่นี่จะมี(บุ้ยใบ้ไปทางบีมที่ยิ้มแป้นรับสถานการณ์) คนนี้ถ้าเขาเริ่มรู้สึกอะไรก็จะบอกไว้ก่อน อย่างบางเวลาพี่บีมเขาก็อาจมีบางอารมณ์ที่ต้องการเวลาส่วนตัว เขาก็จะบอกเลยว่าอย่าเพิ่งเล่นนะ โอเค เราก็จะไม่เล่น จนตอนหลังไม่ต้องบอกเลย แค่มองหน้าเราก็รู้กันแล้วครับ”
แดน: “แดนว่าการที่เรามาทำงานร่วมกัน ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ด้วยกัน ก่อนอื่นเราต้องรู้และยอมรับซึ่งกันและกันว่า คนเราไม่ได้มีใครที่ดีไปเสียหมดทุกอย่าง ทุกคนย่อมมีข้อเสีย แดนเองก็ไม่ได้มีข้อดีอะไรมากมายกว่าคนอื่น ถ้าเวลามีปัญหาก็ต้องคุยกัน ซึ่งบางครั้งก็จบลงด้วยความเฮฮา แต่บางครั้ง…อาจจบลงด้วย ต่างคนต่างนั่งเงียบๆ สักพัก แล้วเดี๋ยวก็ดีกันเอง”

 

 d2b

 

I-Mono: ถ้าหากเกิดมีความคิดไม่ลงร่อง D2B จะเคืองกันนานที่สุดกี่วัน?

 

แดน: “อืม…(นั่งคิดประมาณ 3 วิ) คง 2-3 วันครับ”
บิ๊ก: “ช่าย…ประมาณนั้น จะมีการพูดว่า ‘ขอโทษ’ อะไรอย่างนี้บ้าง แต่บางทีก็นานเหมือนกันครับ กว่าจะมีใครเป็นฝ่ายพูดออกมา”
แดน: “เมื่อก่อนจะเป็นแดนครับที่ค่อนข้างคิดนานหน่อย กว่าจะตัดสินใจเดินมาหา มาขอโทษ คือดูท่าทีกันก่อน(หัวเราะ) แต่เดี๋ยวนี้พอรู้ตัวว่าผิดปุ๊บจะขอโทษปั๊บเลย”
บิ๊ก: “ตรงนี้มันจะเป็นอารมณ์ของแต่ละคน ซึ่งแตกต่างกันครับ อย่างคนนี้จะโมโหง่าย(หัวเราะร่วน พลางพยักเพยิดหน้าไปทางบีมเป็นรอบที่สอง)”
บีม: “ยอมรับว่าบีมเป็นคนคนโมโหง่ายครับ แต่แค่แป๊บเดียวก็หาย”
แดน: “แล้วภาพนั้นมันจะย้อนกลับมาว่า เอ๊ะ! นี่เราเผลอไปทำอะไรไม่ดีๆ เอาไว้บ้างเนี่ย”
บีม: “บีมคิดว่าพวกเราอยู่ด้วยกันได้ ก็เพราะมีอะไรบางอย่างในตัวที่คล้ายๆ กันครับ แต่จะมีข้างนอกบ้าง ที่ส่วนเปลือกของอารมณ์แตกต่างกันออกไป”

 

d2b

 

I-Mono: บางอย่างที่คล้ายกันน่ะ รวมถึงสเป็คสาวด้วยรึป่าว?

 

บิ๊ก: “ผมกับพี่บีมจะมีสเป็คสาวเหมือนๆ กันครับ เรียกว่าประมาณ 100% จะคล้ายกันอยู่ 80-90% ครับ อย่างเช่น ชอบผู้หญิงที่ดูแลตัวเองได้ ตรงนี้อาจเป็นเพราะเรามองเทียบจากแม่เราด้วย แม่เราสองคนจะคล้ายๆ กันในเรื่องนี้ ก็เลยกลายเป็นว่าเราชอบผู้หญิงสไตล์เดียวกันไปโดยอัตโนมัติ”
แดน: “บางทีเราจะมีการหยิบหนังสือแฟชั่นมาดู แล้วถามกันเล่นๆ ว่าชอบคนไหน ซึ่งสองคนนี้เขาก็มักจะชี้ตรงไปที่รูปเดียวกัน ส่วนแดนมักจะชี้รูปอื่น มีบ้างนานๆ ครั้ง ที่แดนจะไปตรงกับคนอื่นสักที(หัวเราะ)”
บิ๊ก: “แต่ก็ไม่เคยตรงกันเลยทีเดียวสามคนนะครับ บางครั้งอาจเป็นผมกับพี่บีม บางทีก็พี่บีมกับแดน หรือผมกับแดน”

 

d2b

 

I-Mono: ถ้าพูดถึงสาวในสเป็คเมื่อตอนอายุ 15 เทียบกับตอนนี้ แตกต่างกันแค่ไหน?

 

บีม: “เดี๋ยว…บีมขอนับย้อนก่อน…กี่ปีแล้วเนี่ย(หัวเราะ) ยังอยู่ม.3 อยู่เลย ก็ชอบคนน่ารัก ดูเรียบร้อย แต่ตอนนั้นบีมคิดว่าบีมไม่ค่อยสนใจผู้หญิงนะ(อ้าว…) ไม่ใช่! ไม่มีอะไรให้คิดลึกครับ แต่เพราะช่วงนั้นคิดถึงแต่เรื่องเรียนไง(เฮ้อ…โล่งอก) แล้วก็คิดว่าตัวเราคงไม่มีใครมาชอบหรอก เพราะผมมันเด็กบ้านๆ (หัวเราะ)”
บิ๊ก: “เมื่อก่อนผมจะเน้นที่หน้าตาอย่างเดียวเลย คือเด็กๆ จะชอบอะไรแค่นี้ ไม่มองลึก มองแค่สวย น่ารัก เท่านั้นก็พอแล้ว ยิ่งตอนนั้นผมเรียนอยู่โรงเรียนประจำที่เป็นชายล้วนด้วย เวลามาเจอทีก็โอ้โห…อื้อหือ…ตื่นตาตื่นใจ (ฮากันครืน) ยิ่งเป็นแบบญี่ปุ่น น่ารัก อาโนเนะ ยิ่งชอบ แต่พอมาถึงตอนนี้มันเปลี่ยนไปแล้วครับ คือเดี๋ยวนี้สวยๆ ก็มีเยอะ ที่สำคัญต้องดูที่นิสัยมากกว่า ถ้าตอนแรกคุยกันแล้วรู้สึกว่าไม่ใช่ก็คงไม่คุยต่อแล้ว”
แดน: “ผมก็เหมือนกันครับ ตอนนั้นคิดว่าเราอยู่กับเขาได้ถ้าเขาหน้าตาดี แต่ปัจจุบันจะกลับกัน หน้าตา…ก็คำนึง แต่ที่สำคัญคือนิสัยต้องดี ไม่งั้นก็คงไม่ก้าวเข้าไปลึกผมว่าทุกคนพอโตขึ้นก็ต้องคิดแบบนี้เหมือนกันทั้งนั้น”

 

 d2b

 

I-Mono: แล้วคิดว่าจริงมั้ยที่เขามักชอบพูดกันว่า ความรักครั้งแรกมักจะไม่มีใครลืมได้ลง?

 

บีม: “คงจริงมั้ง เพราะถ้าหากเป็นคนที่รักและผูกพันกันจริงๆ ก็คงจะลืมกันไม่ลง แต่บีมรู้สึกว่าตัวเองยังไม่ค่อยเข้าใจถึงความแตกต่างของคำว่า ‘รัก’ กับ ‘ชอบ’ เท่าไหร่เลย แต่ถ้าพูดถึงมีแฟนคนแรกก็คงเป็นตอนเรียนปี 1 เป็นแฟนกันเพราะว่าคุยโทรศัพท์กันบ่อย (บิ๊กแอบลัดคิวแซวว่า “อ๊ะ…เหมือนในหนังเรื่อง Sex Phone เลย”)แต่พอคิดดูอีกที ก็รู้สึกว่าเราคงไม่ได้รักเขามั้ง คงเป็นแบบเพื่อนมากกว่า”
บิ๊ก: “ของบิ๊กจำรักครั้งแรกไม่ได้ครับ แต่ชอบครั้งแรกน่ะพอจะจำได้ลางๆ”
แดน: “รักครั้งแรกนี่แดนลืมไปแล้ว เพราะมันตั้งแต่สมัยอนุบาลโน่น (โดนโห่ฮารอบวง) อ้อ…ไม่ใช่ คือแดนคิดว่าถึงจะเป็นคนรักคนแรก แต่ถ้าต่อไปเรามีคนที่เรารักมากกว่า เราก็จะจำรักครั้งแรกไม่ได้แล้ว ซึ่งก็ดูเหมือนแดนจะไม่เคยจำได้เลยซักครั้ง (หัวเราะร่วน)”

 

d2b

 

I-Mono: นาทีนี้ล่ะ วางแพลนเรื่องความรักกันไว้ถึงไหนแล้ว?

 

บิ๊ก: “ตอนนี้ผมก็เริ่มมองๆ อยู่คิดว่าอายุประมาณ 30 จะกำลังพร้อม ทั้งภาวะ หน้าที่การงาน แต่ถ้าเกิน 35 ขึ้นไปนี่ผมว่าแย่แล้ว อาจจะช้าไปแล้ว ผมว่า 27-31 น่าจะกำลังดีสำหรับการคิดมีครอบครัว”
แดน: “แดนมองว่าสิ่งที่สำคัญคือเขาเข้าใจว่าเรากำลังทำงานอะไรอยู่ แล้วก็ต้องรู้ว่าอันดับหนึ่งของเราคือใคร หมายความว่า คนที่เราจะให้ความรักมากที่สุดก็คือพ่อแม่ เพราะฉะนั้นอย่ามาพูดประมาณว่า แดนไปให้ความรักพ่อแม่มากเกินไป ทำไมไม่ดูแลเขาเลย อันนี้ไม่ได้ แล้วตอนนี้แดนก็ยังไม่คิดถึงเรื่องนี้หรอกครับ”
บีม: “ตอนนี้บีมก็ 23 แล้ว เริ่มมองเรื่องความรักไว้เหมือนกัน ไม่อยากแต่งงานหลังอายุ 30 น่ะ รู้สึกว่ามันช้าไป เดี๋ยวมีลูกไม่ทันใช้ แต่จริงๆ แล้วอยากไปเรียนต่อก่อน ถึงตอนนั้นก็อาจจะได้เจอ อาจไม่ใช่เมืองไทย อาจจะเป็นเมืองนอก(อมยิ้ม) อันนั้นมันเรื่องอนาคตครับ เดี๋ยวถึงเวลาก็มาเองแหละ”

 

d2b

 

I-Mono: ถ้าให้เปรียบเทียบแต่ละคนเป็นสีสัน คิดว่าคนไหนน่าจะเหมาะกับสีอะไร?

 

บิ๊ก: “อย่างพี่บีมน่าจะเป็นสีน้ำเงิน เพราะบางครั้งอาจจะดูสดใส แต่บางคราวมันก็ดูเข้มในที ส่วนแดนก็น่าจะเป็นสี…(พูดพลางเพ่งมองแดนอย่างตาไม่กระพริบ)”
แดน: “เฮ้! ทำไมมองขนาดน้าน… เดี๋ยวยิ่งมองก็ยิ่งเห็นเป็นสีดำหรอก (หัวเราะ)”
บิ๊ก: “ผมว่าแดนเขาเป็นสีเขียว ดูนิ่งๆ สงบ”
แดน: “ส่วนแดนมองว่าพี่บีมเป็นสีชมพูครับ เพราะมีความรู้สึกว่าทุกคนมักมองเขาเป็นแบบดูน่ารัก ดูยังเด็กๆ สดใส ส่วนพี่บิ๊กนี่ต้องสีเหลืองครับ แดนอยากให้เขามาบวชมากเลย (หัวเราะกันครืน) นี่พูดจริงๆ นะ”
บีม: “บีมว่าบิ๊กเหมาะกับสีเหลือง แต่ไม่ได้มีความหมายเดียวกันกับแดนนะ คือสีเหลืองจะเป็นสีที่ดูก้ำกึ่ง มันจะดูเย็นก็ได้ ร้อนก็ได้ ส่วนแดนเป็นสีเทา เพราะถ้าคนมองจากข้างนอก มันจะดูดำๆ ขมุกขมัว เหมือนเขามีมาดหรือมีอะไรบางอย่างกั้นไว้ แต่จริงๆ แล้วข้างในมีด้านที่สดใส และด้านดีๆ เยอะ”

 

d2b

 

I-Mono: รู้สึกอย่างไรกับคำพูดที่ว่า ความทะเยอทะยานคือแรงขับดันไปสู่ความสำเร็จ แล้วคิดว่าตัวเองมีมันอยู่มากน้อยแค่ไหน?

 

บีม: “ตัวบีมเองคงไม่ค่อยมีแรงขับอันนี้สักเท่าไหร่ อย่างถ้าเทียบกับ 100% คิดว่าตัวเองคงมีเต็มที่ก็แค่ 10% เท่านั้น แต่สองคนนี้สิ เขามีกันเยอะครับ”
แดน: “แดนคิดว่าตัวเองมีอยู่เต็มที่เลย เพราะอยากจะยืนอยู่ตรงนี้ได้ยาวนาน”
บิ๊ก: “ผมคงไม่เต็มร้อย แต่ก็ถือว่าเกินครึ่ง เพราะผมไม่ค่อยมีโอกาสๆ อย่างเหมือนคนอื่นเขา ซึ่งมันก็เป็นจุดที่ทำให้เราต้องพยายาม อย่างพี่บีมเขามีโอกาสมากกว่าในหลายๆ อย่าง ลองสังเกตดูสิครับ คนที่มีโอกาสอยู่แล้ว มักจะไม่ค่อยมีเรื่องแรงขับดันตรงนี้ เราก็ต้องพยายามมากกว่าเขา ผมว่าไอ้ความทะเยอทะยานเนี่ย ถ้ามีมากเกินไปก็ไม่ดี มันเหมือนกับเผาตัวเอง แต่ถ้าไม่มีเลย มันก็ไม่ได้”
แดน: “แดนคิดว่าตรงนี้มันแล้วแต่คน คือบางคนฐานะทางบ้านมีแล้ว เลยเป็นความรักที่อยากจะทำเฉยๆ ในขณะที่บางคนจะต้องทำเพื่อให้ตัวเองยืนอยู่ได้ มันก็เลยมีความรู้สึกส่วนนี้แตกต่างกัน”

 

 d2b

 

I-Mono: คิดอย่างไรที่มีกระแสว่า ศิลปินสมัยนี้ดังเพราะอาศัยหน้าตาเป็นสำคัญ?

 

บิ๊ก: “อันนี้เป็นความคิดของแต่ละคนนะครับ ผมว่าจริงๆ เดี๋ยวนี้ถ้ามีนักร้อง 10 คน และหน้าตาดีทั้ง 10 คน ถ้าถามว่าทั้ง 10 คนนี้จะดังได้ตลอดหรือเปล่า มันก็คงไม่ใช่”
แดน: “แต่แดนว่ามันก็มีส่วนนะ อย่างสมมติมีเพื่อนคนหนึ่งจะออกเทป แล้วแดนไปบอกคน 10 คนว่าเพื่อนแดนกำลังจะออกเทป แดนให้เลยว่ายังไงทั้ง 10 คน ก็ต้องถามว่า ‘หล่อหรือเปล่า?’ จะไม่ค่อยมีใครหรอกที่ถามว่า เสียงดีหรือเปล่า”
บีม: “ตรงนี้มันแล้วแต่ครับ อย่างบีมเวลาฟังเพลงก็จะชอบเพราะว่าเพลงนั้นเพราะ ไม่ค่อยคิดถึงหน้าตาคนร้องเท่าไหร่นะ อาจเป็นเพราะบีมเป็นผู้ชายก็เลยไม่รู้จะดูไปทำไม(หัวเราะ) อ้อ… ถ้ามองในอีกมุมหนึ่ง หน้าตาของคนร้องก็ช่วยเหมือนกัน อย่างเช่น เวลาฟังเพลงของผู้หญิง ถ้าหน้าตาเขาน่ารักด้วย อาจจะพลอยทำให้รู้สึกว่าเพลงยิ่งดูน่ารักขึ้น”

 

d2b

 

 

I-Mono: แล้วเมื่อไหร่ถึงจะคิดว่าตัวเองพร้อมสำหรับการเป็นศิลปินเดี่ยวได้แล้ว?

 

แดน: “แดนคิดว่าเรื่องนี้มันขึ้นอยู่กับเวลานั้นเองครับ แต่ถ้าเป็นไปได้ก็อยากอยู่กัน 3 คนอย่างนี้ สบายดีครับ ไม่น่าเบื่อ”
บีม: “ใช่…อยู่คนเดียวมันน่าเบื่อ บีมคงไม่ทำหรอก”
แดน: “แล้วก็เสี่ยงด้วย เกาะกันไปอย่างนี้แหละ ดีแล้วครับ แต่ถ้าอยู่ด้วยกันเยอะเกินไป มันก็หารเยอะนะ(หัวเราะกันครืน)”
บิ๊ก: “ควรเอาแบบแค่พอดีๆ อย่างพวกเราสามคน กำลังขลุกขลิก”

 

 

I-Mono: ในมุมมองของแต่ละคน คิดว่าอะไรคือสาเหตุให้คนตามกรี๊ด D2B กันมากมายขนาดนี้?

 

บิ๊ก: “ผมรู้สึกว่ามันเหมือนความฝันที่กลายเป็นจริง ดีใจ ปลื้มใจ แล้วสิ่งที่ตามมาก็คือความภาคภูมิใจ มันเป็นสิ่งที่มาจากความสามารถของแต่ละคนด้วย และเขาก็คงรู้ว่าเราทั้งสามคนไม่มีใครอยากเด่นมากกว่าใคร”
แดน: “เรื่องนี้แดนไม่เคยตอบได้เลย เพราะไม่รู้จริงๆ ครับ ตอนที่เราออกเทปมา เราก็ไม่ได้คิดว่าเราจะต้องเป็นอย่างนี้ หรือต้องทำตัวอะไรเป็นพิเศษ เพื่อให้คนเขาชอบเรา (บีม พยักหน้าอย่างเห็นด้วย) สิ่งที่เราทำมีแค่การใส่ใจลงไปกับการทำงาน”

 

d2b

 

I-Mono: จริงๆ แล้วรู้สึกว่ามันคุ้มไหมกับชื่อเสียงที่เข้ามามากมาย แต่ทำให้ความเป็นส่วนตัวขาดหายไป?

 

แดน: “สำหรับแดนคิดว่าคุ้มนะ สิ่งที่สูญเสียไปก็แค่เวลาและความเป็นส่วนตัว แต่สิ่งที่ได้รับกลับมา มันมีมากมายครับ”
บีม: “มันก็มีรู้สึกบ้างว่า การมีชื่อเสียงและมีคนรู้จักมากๆ บางครั้งก็ทำให้เราไม่สามารถทำบางสิ่งบางอย่างที่อยากทำได้ อย่างบางสถานที่ที่เคยชอบไปก็ต้องหลีกเลี่ยง เช่น จตุจักร เพราะทางแคบด้วย อาจจะถึงตายได้ (หัวเราะกันกลิ้ง) เนี่ยตั้งแต่เข้าวงการมายังไม่เคยได้ไปอีกเลยครับ”
บิ๊ก: “สำหรับผม คิดว่าบางวันก็รู้สึกไม่คุ้มครับ ขึ้นอยู่กับความเหนื่อยที่เจอมาในวันนั้นๆ ด้วย”

 

 

I-Mono: ถ้าวันนั้นไม่ได้เป็น D2B คิดว่าวันนี้ของตัวเองจะเป็นอย่างไร?

 

บีม: “บีมก็คงทำงานอย่างที่เรียนมา แล้วตอนนี้ก็คงอยู่ในโรงงาน เป็นนายช่าง”
แดน: “ส่วนแดนก็คงเรียน แล้วรอโอกาสในการทำงาน จริงๆ แล้วตอนที่อยู่ต่างจังหวัด แดนก็มีวงดนตรีกับเพื่อน เลยคิดว่าจะเข้ามาเรียนแล้วก็เล่นดนตรีตอนกลางคืนไปด้วยเพื่อหาเงินใช้เอง ใจแดนคิดว่าไม่อยากใช้เงินทางบ้านแล้ว กลัวพ่อแม่จะเหนื่อย”
บิ๊ก: “ผมเองก็คงเรียนเป็นหลักครับ”

 

d2b

 

 

I-Mono: ในวันหนึ่งข้างหน้าซึ่งคงอีกนานโข สมมติชื่อเสียงของ D2B เริ่มซาแล้ว คิดว่าตัวเองน่าจะทำอะไรต่อไป?

 

แดน: “แดนคงจะไม่ปล่อยให้ซาลง หมายความว่าถ้ามันเริ่มซาลงแล้ว ก็จะไม่ดันตัวเองให้ซาลงไปกว่านี้ คงหยุด แล้วไปทำเบื้องหลัง เพื่อให้คนอื่นโด่งดังมากกว่าเราให้ได้”
บิ๊ก: “เรื่องจะดังหรือไม่ดัง ผมไม่ค่อยสนใจมากเท่าไหร่ เพราะผมรู้สึกพอใจกับสิ่งที่ทำ มันคือสิ่งที่ผมเป็น ใครชอบก็ดี ใครไม่ชอบ ผมก็ไม่ว่าอะไร และถ้าเกิดวันหนึ่งเราไม่ดังแล้ว ผมอาจจะไปกำกับหนังอย่างที่เรียนมา ควบคู่กับการร้องเพลงเป็นงานอดิเรกก็ได้ครับ”
บีม: “สำหรับบีม คิดว่าคงจะไปทำงานตามที่เรียนมา หรือไม่ก็อาจยังอยู่ในวงการบันเทิง แต่มันก็เป็นเรื่องอนาคต ยังไม่มีอะไรที่สามารถบอกได้แน่นอนครับ”

 

——————

 

 

[[ อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง ]]

นับถอยหลัง D2B LIVE Concert 2014 เตรียมจัดเต็มบิ๊กเซอร์ไพร์สสุดพิเศษ เอาใจแฟนคลับ

นับถอยหลัง D2B LIVE Concert 2014 เตรียมจัดเต็มบิ๊กเซอร์ไพร์สสุดพิเศษ เอาใจแฟนคลับ

 

ดูคลิป บันทึกการแสดงสด D2B Summer Live In Concertดูคลิป บันทึกการแสดงสด D2B Summer Live In Concert

ดูคลิป บันทึกการแสดงสด D2B The Miracle Concertดูคลิป บันทึกการแสดงสด D2B The Miracle Concert

D2B All Time Hits รวมเพลงฮิต สำหรับคนรัก ดีทูบีD2B All Time Hits รวมเพลงฮิต สำหรับคนรัก ดีทูบี

 

 

images by free.in.th

มิวสิคเอ็มไทย โดนใจ ทุก Social ติดตามความเคลื่อนไหว ได้ทาง facebook MThaimusic – Twitter @mthaimusic – Youtube musicmthaitube – Instagram : @musicmthai

ติดต่อทีมงานมิวสิคเอ็มไทย music@mthai.com