00.01 Artist Focus Better Weather DEPT Møle The Explosion temp. Yented

เตรียมเปิด BASECAMP FEST เทศกาลดนตรีไซส์มินิที่อัดแน่นวงดนตรีคุณภาพ!

Home / ข่าววงการเพลง / เตรียมเปิด BASECAMP FEST เทศกาลดนตรีไซส์มินิที่อัดแน่นวงดนตรีคุณภาพ!

 

กลับมาอีกครั้งเป็นครั้งที่ 2 กับ BASECAMP FEST เทศกาลดนตรีไซส์มินิ ที่อัดแน่นวงดนตรีคุณภาพ  อาทิ electric.neon.lamp / Anatomy Rabbit/ เขียนไขและวานิช/ H 3 F / TELEx TELEXs / Moving and Cut และอื่นๆ อีกมากมาย

 

 

เรียกว่าเป็นเทศกาลที่รวมแนวดนตรีไว้อย่างหลากหลาย นอกจากจะมีดนตรีให้คนรุ่นใหม่ได้เสพกันแบบมาราธอนแล้ว ยังมีแหล่งช้อปแบบฮิปๆ กับ BASECAMP Market ที่รวบรวมงาน Craft Arts แฟชั่นวินเทจ อาหารและเครื่องดื่มมากมายในที่เดียว บอกได้คำว่าเดียวว่าห้ามพลาด! จัดเต็ม 2 วัน!! Basecamp Fest 2.2 จัดงานแบบจัดเต็ม วันที่ 21-22 กันยายน 2562 ณ ลานกลางชั้น 1 The Street รัชดา งานนี้บอกได้คำเดียวว่าเข้าฟรี ไม่ต้องเสียค่าบัตร เตรียมเงินมาช้อปและดื่มด่ำกับดนตรีกันแบบยาวๆ 10.00 – 22.00 น. ได้เลย

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/BasecampFes

 

รู้จักกับศิลปินส่วนหนึ่งของงาน BASECAMP FEST 2.2

 

  • TELEx TELEXs (เทเลกซ์เทเลกส์)
    วงดนตรีซินธ์ป๊อบสัญชาติไทยจากค่าย “Wayfer Records” ภายใต้สังกัด “Warner Music Thailand” เนื้อเพลงส่วนใหญ่จะพูดถึงผู้หญิงที่ตกอยู่ในห้วงของความรู้สึกบางอย่าง บุคลิกเป็นผู้หญิงเท่ มีรสนิยม แต่ก็มีความเศร้าสร้อยอยู่ในคราวเดียวกัน

 

  • ANATOMY RABBIT (อะนาโตมี่ แรบบิท)
    วงดนตรีจากอุดรธานี แนวดนตรีกลิ่นอาย Dream pop บวกด้วยความชอบของสมาชิกในวงจึงเกิดการผสมสนานต่างๆ เป็นการทดลองจากความชอบ สมาชิก ANATOMY RABBIT Vocal/Guitar ( โอ๊ค ) สุพัฒน์กิจ ถวิลการ Drum ( ทัช ) ณัตฐพงษ์ สุทธิวงศ์กร

 

  • Mirrr (เมอร์)
    เริ่มแรกเกิดจาการรวมตัวเล่นดนตรีในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่โดยเริ่มจากการที่อยากทำเพลงโดยใช้ชื่อ วงว่า The Clayman วงดนตรีแนว Alternative มีสมาชิก 5 คน ที่เล่นกันตามงานมหาลัย หรือว่าตามงานต่างๆในเชียงใหม่ และหลังจากที่ได้ปล่อยเพลงได้เพลงเดียวก็ได้แยกย้ายกันไป โดยยังเหลือสมาชิกอยู่สองคนที่ยังอยากทำเพลงอยู่ คือ “โต” เป็นนักร้องนำ และ “นาว” เล่นกีตาร์ และได้เริ่มทำเพลงโดยได้เริ่มทำเพลงแนว synthesizer ซึ่งได้แรงบรรดาลใจมากจาก soundtrack ประกอบภาพยนต์ และเริ่มจากการส่งเพลงเข้าประกวดใน campaign Tiger JAMS โดยใช้ชื่อ Mirrr(เมอร์) ชื่อของวงมาจากคำว่า ละเมอ เพราะมีแต่คนบอกว่าการทำดนตรีทำจริงจังไม่ได้หรอก วงเลยลองคิดกันขำๆเล่นคำเอาว่า “การตั้งใจทำวงดนตรี คือการที่เรากำลังเพ้อเจ้อละเมอฝันอยู่ เราก็อยากจะลองดูว่าฝันของเราสองคนจะสำเร็จไหม” ซึ่งในแคมเปญ Tiger JAMS ได้มีโอกาสเข้าสู่รอบสุดท้าย และได้ทำ Single พิเศษ Good luck, girl ซึ่งมี Chrvches นำเพลงไป Remix อีกด้วย หลังจากนั้นได้ปล่อยเพลงแรกที่มีชื่อว่า รอให้เธอ(Never) และได้เข้าสังกัดอยู่กับค่าย Macrowave จนถึงปัจจุบัน

 

  • Pills (พิลส์)
    ถือว่าเป็นวงดนตรีน้องใหม่ของค่าย Spicydisc ที่มาจากรั้ว จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะวิทยาศาสตร์การกีฬา โดยฝีมือนั้นไม่ธรรมดาเลยทีเดียว โดยทั้ง 3 คน มีประสบการณ์ดนตรีอัดแน่นอยู่เต็มกระเป๋า ทั้งประสบการณ์ในการเล่นดนตรีกลางคืน ทั้งผ่านการประกวดเวที Music Contest By Melody of Life 11 ฯลฯแถมยังมี Single เป็นของตนเอง ทั้งหมด 3 เพลง ได้แก่เพลง ทางนี้ ที่ได้ The Toys มาร่วม Produce เพลงนี้ให้สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น แถมยังมียอดผู้ชม มากกว่า 3,000,000 ครั้ง และยังมีเพลง ฝากดาว และ ยังอยู่ทีเดิม ตามลำดับและล่าสุดเพิ่งประเดิม ออกซิงเกิ้ลแรก ในนามของบ้านหลังใหม่ Spicydisc นั่นก็คือเพลง “Rewind” เพลงความหมายดีๆที่พูดถึง การย้อนเวลากลับไปในช่วงเวลาที่เรามีความสุขกับคนรักของเราและยิ่งไปกว่านั้น เพลงนี้ ยังได้ ยุ่น มือกีต้าร์ของวง แต่งเนื้อร้องและทำนอง และ MILDVOCALIST ช่วยเติมเต็มเนื้อเพลงให้ยิ่งคิดถึงมากขึ้น พร้อมทั้งยังมี PAESAXMILD ทำหน้าที่โปรดิวเซอร์ให้ในเพลงนี้อีกด้วย

 

  • Monkey Business (มังกี้บิสเนส)
    ทางวงเห็นคำนี้จากหนังสือศัพท์แสลงภาษาอังกฤษ แปลว่า พวกที่ทำอะไรบ้าๆ ไม่เข้าท่า เลยรู้สึกว่าเหมาะกับแนวดนตรีของวงที่มีความแปลก สนุกสนาน สอดแทรกความกวน ความพิเรนท์ไว้ในเพลง พยายามทำสิ่งแปลกใหม่ที่ไม่ค่อยมีใครทำ ในแนวเพลง Pop-Rock หยิบเรื่องใกล้ตัวธรรมดาๆมาเล่า แต่เป็นในมุมมองที่แตกต่างออกไป อีกทั้งยังผสมผสานดนตรีหลากหลายแนว เพื่อส่งเสริมเนื้อเพลงให้มากที่สุด เพราะวงเชื่อว่า แต่ละสไตล์มีผลต่ออารมณ์ต่างกัน ความสนุกของแต่ละเพลงจึงเกิดจากการอยากลองสร้างความแปลกใหม่ และหาฟังจากวงอื่นไม่ได้

 

  • APOLLO THIRTEEN (อพอลโล เธอทีน)
    Apollo Thirteen (อพอลโล เธอทีน) เป็นการรวมตัวของเพื่อนในวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล เริ่มจากจ๊บและกันได้บังเอิญเจอกันในคณะ เลยได้แลกเปลี่ยนแนวเพลงกัน พบว่าทั้งคู่ชอบฟังเพลงคล้ายๆกัน เลยริเริ่มจะทำวงดนตรี และได้ชักชวนเพื่อนของกันที่เรียนมัธยมด้วยกันมาร่วม และได้ชวนเพื่อนในคณะเข้ามาอีกด้วย มีการสับเปลี่ยนสมาชิกในวงอยู่ระยะหนึ่ง จนได้ เน็ท ซึ่งเป็นเพื่อนของกันและ ทรอย มารวมอีกคน จึงเริ่มมีการซ้อมร่วมกัน จากนั้นมือกลองคนแรกของวงได้ลาออกไป ทำให้วงได้รู้จักกับ บีเอ็ม ผ่านการเรียนวิชารวมวงในมหาลัยฯ จึงได้ชักชวนให้มาเล่นด้วยกัน เพราะไอเดียทางดนตรีไปด้วยกันได้ จนเกิดมาเป็น Apollo Thirteen

 

  • MANASSAVEE (มนัสวี)
    เริ่มต้นจากการทำเพลงในห้องนอนของตัวเอง ด้วยเหตุผลที่ว่าเรามีความรู้สึกว่าเราฟังเพลงอื่นมาเยอะ ได้เรียนรู้ความรู้สึกและความคิดของคนอื่นมาเยอะ แล้วทำไมเราจะแชร์ความรู้สึกของเราให้คนอื่นฟังบ้างไม่ได้ จึงเริ่มต้นเขียนเนื้อร้อง ทำนอง และทำดนตรีเองทั้งหมด ด้วยความคิดที่ว่า อยากให้ความรู้สึกที่ได้ส่งออกมานั้น จริงที่สุด และคิดว่าคงไม่มีใครที่จะเข้าใจความรู้สึกที่จะถ่ายทอด ได้เท่ากับตัวเอง โดยได้รับอิทธิพลมาจากดนตรีแนว Synth Pop , R&B ผสมผสานทำให้เพลงที่ออกมามีความเป็น Pop ด้วยเมโลดี้ที่ฟังง่ายผ่านการใช้ Synthysizer และซาวด์ Guitar ที่ทันสมัยในการเรียบเรียงดนตรีทั้งหมด

 

  • Youth Brush (ยูธ บลัส)
    หรือ ดุ่ย—วิษณุ ลิขิตสถาพร คือคนคนเดียวกับฟรอนต์แมนวงล้ำ ๆ ซาวด์ดีดดิ้นอย่าง Two Million Thanks ด้วยความที่เขาสนใจทั้งดนตรีโฟล์ก และเพลงร็อก ทำให้ดุ่ยเริ่มทำโปรเจกต์เพลงทั้งสองวงขึ้นมาเรียกว่าแทบจะในเวลาไล่เลี่ยกัน

 

  • เขียนไข และ วานิช
    ดนตรีแนวโฟล์กซองศิลปินดนตรีอิสระจากจังหวัดเชียงใหม่ สมาชิกวงคือโจ้ผู้เป็นเจ้าของบทเพลงทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของพาร์ทดนตรี ทำนอง รวมไปถึงเนื้อร้อง

 

  • T_047 (ทีศูนย์สี่เจ็ด)
    หรือ บ้านข้างๆ มีสมาชิกวงเป็นเพื่อนฝูงจากรั้วมหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งสมาชิกหลักเป็นนักดนตรีจากวง YERM
    วง t_047 ตั้งใจทำให้เป็นไซด์โปรเจกต์ของตูน นักร้องนำ ในตอนแรกตูนตั้งใจทำ ‘สีของฟ้า’ แค่เพลงเดียว ไม่ได้คิดว่าจะเป็นอัลบั้ม แต่พอได้เล่าเรื่องด้วยเครื่องดนตรีน้อยชิ้นแล้วบังเอิญติดใจคนทำ และยังโดนใจคนฟัง จึงทำต่อ
    พวกเขานิยามตัวเองว่าเป็นวงโฟล์กไม่แท้ แต่เป็นวงดนตรีธรรมดาที่ไม่ธรรมดา ความตั้งใจของวงคืออยากให้เพลงเป็นเหมือนกับธรรมชาติ ที่คุณจะรู้สึกว่ามันสวยงามก็ต่อเมื่อคุณให้ความสนใจมัน

 

  • Quicksand Bed (ควิกแซน เบด)
    ก่อตั้งขึ้นจากความเป็นเพื่อน ของ เกม (นักร้อง, มือกีต้าร์) กับ เจสัน (นักร้อง, มือเบส) ที่เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่สมัยประถม และอยู่วงดนตรีมาด้วยกันหลายวง จนถึงเข้ามหาวิทยาลัย เจสัน ได้ไปเรียนดุริยางค์ศิลป์ที่มหาวิทยาลัยมหิดล ส่วนเกมเข้าดุริยางค์ศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งทำให้เกมได้มาเจอกับพัดและน็อต จนได้รวมตัวกันเป็นวง Quicksand Bed(ควิกแซน เบด) ในที่สุด
    ความหมายของ Quicksand Bed(ควิกแซน เบด) คือสถานที่รวมตัวทำเพลงของทุกๆคน ซึ่งจะมีเตียงที่ใครเผลอเอนลงไปนอนแล้วต้องหลับทุกราย เลยเป็นที่มาของชื่อวงที่มีความหมายว่าเตียงดูดนั่นเอง

 

  • H3F(แฮปปี้ทรีเฟรนด์)
    H 3 F เป็นวงดนตรีสามชิ้น สไตล์ Blues , Funk , Soul , Psychedelic rock ที่ประกอบไปด้วย ก้อง เทพวิพัฒน์ เล่นกีต้าร์และร้องนำ แม็ก ฐากร ตีกลอง และ หม่อม ธนบัตร เล่นเบส วงนี้เป็นวง Side Project ของ ก้อง เทพวิพัฒน์ มือกีต้าร์วง Penny Time ที่ได้ชอบดนตรีสไตล์แบบนี้เป็นการส่วนตัว จึงได้นำเพลงที่เคยทำไว้ มาอัดและปล่อยในนาม H 3 F โดยวาน แม็ก ฐากร มือกลอง Penny Time มาช่วยตีให้ และให้ หม่อมซึ่งเป็นรุ่นน้องจากวง Mashanoad มาช่วยเล่นเบสให้

 

  • ZWEED N’ ROLL (สวีท แอนด์ โรล)
    วงอัลเตอร์เนทีฟ จากรั้วมหาลัยศิลปากร คณะดุริยางคศาสตร์ เริ่มก่อตั้งเมื่อปี 2012 เป็นการรวมตัวของกลุ่มเพื่อนที่มีความหลงใหลดนตรีจากฝั่งอังกฤษ เพื่อเล่นดนตรีกลางคืน หลังจากนั้นก็ได้แกะเพลงตระเวณตามร้านต่างๆ ที่เปิดรับแนวดนตรีที่เราอยากจะเล่น จนได้Auditionที่ร้านๆนึง ความคิดของทางวงก็เริ่มเปลี่ยนไป จากการแนะนำของพี่เจ้าของร้าน หลังจากนั้นจึงเริ่มอัดคลิปCoverเพลงต่างๆ ลงเว็บไซต์ YOUTUBE และก็ได้มีผลงานของตัวเองในที่สุดคือเพลง “ธันวาคม – zweed n’ roll” Zweed n’ roll เป็นชื่อที่นิว(เบส) เป็นคนตั้งขึ้น เกิดจากการเล่นคำจาก rock n’ roll

 

  • electric.neon.lamp(อิเล็กทริค นีออน แลมป์)
    วงป๊อปร็อกจากเชียงใหม่ที่กลายมาเป็นวงโปรดของใครหลายคนประกอบไปด้วยเจน—เจนศักดิ์ดาจาระณะ (ร้องนำ) แทน—แทนพันธุ์คณะเจริญ (กีตาร์) เต้—วทัญญูสุริยวงศ์ (เบส) แป๊ก—รัชชาวัฒนจิตรานนท์ (กลอง) และอุณ—คีตาวังขจรวุฒิศักดิ์ (กีตาร์) ที่หลังจากประสบความสำเร็จกับอัลบั้ม’Brightside’ (2008) และ’How to Disappoint Your Parents’ (2017) ในปี 2019 ชาวณีอรก็พร้อมส่งเพลงใหม่ล่าสุดให้ทุกคนได้ฟังกันใน’Silenceness’ เพลงนี้เป็นเพลงแรกในชีวิตของเจนที่เขียนขึ้นมาเป็นภาษาอังกฤษโดยตั้งใจเล่าเหตุการณ์ที่มักเกิดขึ้นในความสัมพันธ์เมื่อคู่รักทะเลาะหรือไม่เข้าใจกันอาจจะมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเลือกเป็นคนที่เงียบไม่พูดอธิบายหรือพยายามคลี่คลายต้นเหตุของปัญหาทำให้อีกฝ่ายต้องกระวนกระวายใจแต่จะดีกว่าไหมถ้าเราเย็นลงแล้วค่อยๆหันมาปรับความเข้าใจกันที่ผ่านมาผู้ฟังจะคุ้นเคยกับซาวด์กระฉับกระเฉงชวนเต้นอย่างใน ‘นางรอง’หรือ ‘โทรจิต’ที่แทบจะกลายเป็นซิกเนเจอร์ของวงแต่ในอัลบั้ม ‘How to Disappoint Your Parents’ วงก็ลองมองหาส่วนผสมใหม่ๆจากr&b และดนตรีป๊อป 90s มาใส่มากขึ้นจนคราวนี้พวกเขาก็หวนคิดถึงความสนุกสนานในยุคแรกๆจึงได้ผนวกเอาบีตอิเล็กทรอนิกซินธิไซเซอร์มารวมกับกีตาร์ฟังกี้เบสสุดกรูฟและดนตรีดิสโก้ที่คุ้นเคยกลับมาอีกครั้งเพิ่มความเท่ด้วยท่อนเชื่อมเข้าเวิร์สสองที่เปลี่ยนสไตล์การเล่นให้ต่างจากท่อนก่อนหน้าจึงทำให้’Silenceness’ เป็นความน่าตื่นเต้นที่แฟนๆelectric.neon.lamp ไม่ควรพลาด